ปรัชญาปารมิตา หฤทัยสูตร พากย์ไทย
posted on 17 Oct 2010 14:26 by poetrycultureปฺรชฺญาปารมิตาหฤทยสูตฺร - ปรัชญาปารมิตา หฤทัยสูตร
คเต คเต ปรคเต ปรสมฺคเต โพธิ สวาหา!
ไปเถิด ข้ามไปเถิด ล่วงข้ามไปเถิด ล่วงสู่อีกฝั่งของภพพร้อมกันเถิด นั้นแล ความตื่นจงมี!
(โศลกที่ ๑)
อารฺยาวโลกิเตศฺวร โพธิสตฺวา คมฺภีรํ ปฺรชฺญาปารามิตาจารฺยํ จรมาโน วฺยาวโลกิติ สฺมา ปญฺจ-สกนฺธ อสฺสต สจา สวภาวศูนฺยํ ปสฺยติ สมา |
เมื่ออวโลกิเตศวร พระโพธิสัตว์ผู้ประเสริฐ ผู้ล่วงสู่แดนแห่งปัญญาอันลึกซึ้งประณีตยิ่ง ได้เพ่งจิต ณ มนตร์ปรัชญาปารมิตา พระองค์จึงทอดตาจากเบื้องที่ประทับมายังกองขันธ์ห้าอันประกอบเป็นกาย แล้วแลเห็นซึ่งความเป็นอยู่อันว่างเปล่าของซากกายดั่งนั้น |
(โศลกที่ ๒)
อิหา ศารีปุตฺร รูปํ ศูนฺยํ ศูนฺยตา อิว รูปํ รูป น วฤตฺต ศูนฺยตา ศูนฺยตยา น วฤตฺต สา รูปํ ยทฺ รูปํ สา ศูนฺยตา ยทฺ ศูนฺยตา ส รูปํ เอวํ เอว เวทานสมฺชฺญาสํสการวิชฺญานํ |
ดูเถิด สารีบุตร รูปกายอันปรากฏแก่ตานั้นคือความว่างเปล่า เป็นความจริงอย่างยิ่ง ความว่างเปล่าอันไม่ปรากฏนั้นก็คือรูปกาย เหนือไปจากรูปแล้วไม่มีความว่างเปล่าใดใด ฉะนั้น เหนือไปจากความว่างเปล่าย่อมไม่มีรูปกายใดใด เช่นเดียวกับขันธ์ทั้ง ๔ คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ต่างว่างเปล่าไร้ตัวตนทั้งสิ้น |
(โศลกที่ ๓)
อิหา ศารีปุตฺร สรฺวธรฺมะ ศูนฺยตลักฺษณา อนุตฺปัณณา อนิรุทฺธา อมลาวิมลานุนาปริปุรฺนะ |
ดูเถิด สารีบุตร สรรพสิ่งทั้งหลายคือธรรมนั้น ย่อมประกอบไปด้วยความว่างเปล่าเป็นสามัญ ธรรมนั้นย่อมไม่เกิด ไม่ดับ ไม่ทรามเปื้อน ไม่ผุดผ่อง ไม่พร่อง ไม่พูน |
(โศลกที่ ๔)
ตสฺมตฺ ศารีปุตฺร ศูนฺยตายํ น รูปํ น เวทนา น สมฺชฺญา น สํสการะ น วิชฺญานํ น จกฺษุะ สโรตฺร ฆฺราน ชิหฺวา กาย มานส น รูปํ ศพฺท คนฺธ รส สฺปรสฺตวย ธรฺมะ น จกฺษุรฺธาตุ ยาวตฺ น มโนวิชฺญานมฺธาตุ นาวิทฺยา นาวิทฺยากฺษโย ยาวตฺ น จารมรณํ น จารมรณ กฺษโย น ทุกฺขาสมุทยนิโรธมรฺค น ชญาณํ น ปฺรปฺติ นาภิสมยา |
ดังนั้นแล สารีบุตร ในความว่างย่อมไร้กายหยาบ ไร้เวทนา ไร้สัญญา ไร้สังขาร ไร้แล้วซึ่งมโนสำนึกใดใด ไร้ดวงตา ไร้หู ไร้จมูก ไร้ลิ้น ไร้กาย ไร้แล้วซึ่งจิต ไร้รูป ไร้เสียง ไร้กลิ่น ไร้รส ไร้แล้วซึ่งสัมผัส ไร้อาการเร้าแห่งนัยน์ตาตลอดจนไร้อาการเร้าแห่งจิต ไร้อวิชชา ไร้ทั้งความดับแห่งอวิชชา เช่นนั้นเราทั้งหลายจึงไร้ความชรา ไร้มรณะ ไร้ทั้งความดับแห่งชราและมรณะ ความว่างย่อมไร้ซึ่งทุกข์ ไร้เหตุแห่งทุกข์ ไร้ความหลุดพ้นแห่งทุกข์ ไร้เหตุแห่งความหลุดพ้นแห่งทุกข์ ไร้ความติดข้องในนิพพาน ไร้ความไม่ติดข้องในนิพพาน |
(โศลกที่ ๕)
ตสฺมจฺ นาปฺรปฺติ ตฺวา โพธิสตฺตวานํ ปฺรชฺยาปารมิตํ อาศรฺิตฺย วิหารตฺย จิตฺตาวรณ จิตฺตาวรณ น สถิตฺวา น ตฺรสโต วิปารฺยาส อติกฺรนฺต นิษถา นิรวาณํ
ด้วยเหตุว่าไม่มีสิ่งใดให้ยึดมั่น พระโพธิสัตว์จึงได้เปลื้องปลดบ่วงอันแปมปนในกมลสันดานด้วยมนตร์ปรัชญาปารมิตานี้ เพราะไร้ข้อข้องขัดใดใด พระองค์จึงทรงล่วงโลกแห่งฝันเพ้ออันบิดเบี้ยวนี้ สู่นิพพานอันสงบ
(โศลกที่ ๖)
ตฺรฺยาธฺวา วฺยาวสฺถิต สรฺวพุทธะ ปฺรชฺญาปารมิตํ อาศฺริตยานุตฺตร สมฺยกฺสมฺโพธิมฺ อภิสมฺพุทฺธาะ |
ประดาพุทธะทั้งหลาย ผู้ปรากฏอยู่ทั้งสามกาล ในห้วงระลึกทรงจำ ในขณะแห่งสากรู้สึก ในทิวแถวความคิดนึกเนิ่นนาน ท่านทั้งหลายได้เข้าถึงซึ่งมนตร์ปรัชญาปารมิตานี้ จึงได้ตื่นรู้อย่างสงบโดยบริบูรณ์แล้ว
(โศลกที่ ๗)
ตสฺมชฺ ชฺญาณวฺยํ ปฺรชฺญาปารมิตา มหามนฺตฺร มหาวิทฺยา อนุตฺตรมนฺตฺร อสมา สมติ มนฺตฺร สรฺวทุกฺขา ปฺรสมาน สตฺยํ อมิถฺยตฺวา ปฺรชฺญาปารมิตา มุกฺขา มนฺตฺร ตทฺยถ |
คเต คเต ปรคเต ปรสมฺคเต โพธิ สวาหา ||
ดังนั้นแล มนตร์ปรัชญาปารมิตรานี้ จึงเป็นถ้อยคำอันโอฬาร เป็นถ้อยคำแห่งความตื่นรู้อย่างลึกล้ำพิศดาร เป็นถ้อยคำอันดื่มด่ำพ้นพรรณนา เป็นถ้อยคำอันมิอาจเปรียบเทียบได้ แลเป็นเครื่องปลดคลายความทุกข์ทั้งหลาย ฉะนั้น นี้จึงเป็นเหตุแห่งอาการพร่ำสวดมิเว้นวาย จงกล่าวถ้อยคำอันเป็นกุศลนี้เถิด
ไปเถิด ข้ามไปเถิด ล่วงข้ามไปเถิด ล่วงสู่อีกฝั่งของภพพร้อมกันเถิด นั้นแล ความตื่นจงมี!