เกรียงเวลา

posted on 22 Nov 2009 21:32 by poetryculture

๏ หล้าโลกเป็นผืนผ้า
กาลเวลาคือศิลปิน
กรีดเกรียงเป็นอาจิณ
ด้วยสีสันแห่งจักรวาล

๏ วาดหวานบนแก้มฟ้า
ชมพูทาระเรื่อนาน
ในแสงอุษาสาน
และย่ำเยียบรัตติเยือน

๏ วาดไม้ขจีฉ่ำ
วาดเหลืองล้ำในวงเดือน
วาดลายในเมฆเคลื่อน
ให้เลื่อนไหลบนขอบฟ้า

๏ วาดครามท่ามสมุทร
น้ำตาลผุดในภูผา
เหลืองอาบทุ่งธัญญา
ระบายสรรทั่วแดนดิน  

๏ วาดแดงอันเหนียมอาย
บนแก้มรักในดวงจินต์
วาดยิ้มให้หลั่งริน
บนดวงหน้าทุกผู้คน

๏ วาดริ้วบนขอบตา
และวาดแผลกลางกมล
วาดโศกระคนปน
และวาดสันติหรรษา  

๏ วาดสีให้เป็นสี
ป้ายชีวิตเปี่ยมชีวา
เนื่องเกรียงชั่วนิตยา
ระเรื่อยพลิ้วไม่หยุดไหว

๏ แล้วสีก็เสื่อมศรี
ในเงื้อมกาลอันผ่านไหล
มือหนึ่งกวัดเกรียงไป
และอีกมือก็เช็ดตาม  

๏ งดงามสักเพียงไหน
หรือโหดไร้ทุเรศทราม
เกิดขึ้นตามโมงยาม
แล้วเลือนหายไม่รั้งคอย

๏ รอยเส้นและรอยสี
มีสิ่งใดที่เหลือรอย
เพียงกาลยิ้มน้อยน้อย
ทั้งผืนผ้าก็พลันขาว

 

---- เทพธิดากวี ----

 

เมื่อกำลังคิดเรื่องหนึ่งซึ่งจำไม่ได้แล้ว ขณะนั่งอยู่ริมน้ำ เห็นริ้วคลื่นน้ำระริกไล่กันไป เกิดตื้นตัน ณ ดวงตา จิตใจก็พาลประหวัดคิดพิจารณาว่า คลื่นลูกไหนคือ คลื่นลูกหน้า คลื่นลูกไหนคือลูกหลัง ไหลเรื่อยไล่กันไป ไม่อาจแยก

ความไหลเวียนแห่งเวลาเช่นนี้แล ที่สลักเสลาหินผาให้กลายเป็นหุบเหวลึกล้ำ ปัดเป่าทะเลกว้างให้กลายเป็นแผ่นดิน ชุบชีพทะเลทรายกลายเป็นทุ่งหญ้าขจีไกล

คลื่นน้ำที่ไร้ตัวตนให้จับต้อง ราวกับชีวิตของเราทั้งหลาย เห็นเป็นกายดำรงอยู่อย่างนี้ ทว่าเมื่อร้อยปีก่อน เราอยู่แห่งใด? ร้อยปีผ่าน เราจะไปแห่งใด? ไร้ร่องรอยให้รับรู้ ...ความจริง เมื่อเราจากไปก็ไม่อาจรับรู้ใดอีก ชั่วขณะที่ดำรงอยู่ ฉันอยากอยู่อย่างอิ่มใจมากกว่าสิ่งใด ปีติรมณียในสิ่งที่เขียน และให้เธอได้ยิ้มไปด้วยกัน....

ยิ้มสิที่รัก...

ภักติ

posted on 18 Nov 2009 00:33 by poetryculture

รุ่งสาง ข้าพเจ้าเดินออกจากบ้าน ขมวดคิ้วเมื่อเห็นนางนั่งจุดฟืนอยู่หลังบ้าน ในใจสงสัยว่าควันไฟเหล่านั้นมิทำให้นางเคืองตาหรือ ใยจึงนั่งให้ไฟรมอยู่เช่นนั้น คิดในใจเช่นนั้นแล้ว ข้าพเจ้าเดินไปยังอาศรมอันเป็นที่บำเพ็ญเพียร

เที่ยงวัน ข้าพเจ้าลืมตาจากฌาน ทอดตามองเห็นนางกำลังเตรียมสำรับอาหารแก่ข้าพเจ้า นางจัดแจงแยกอาหารเป็นส่วน ๆ เสร็จแล้วจึงประนมมือกราบหน้าเครื่องสำรับเหล่านั้น ข้าพเจ้าแปลกใจเมื่อเห็นนางหยิบเอาหนังเสือผืนใหม่จากย่ามที่นางแบกมาปูลาด แล้วแบกหนังอีกผืนที่ข้าพเจ้านั่งทั้งเช้ากลับไป

เย็นย่ำ ข้าพเจ้าครุ่นคิดสงสัยเมื่อเห็นนางแบกฟืนมาจากอีกทางหนึ่ง กองไว้หลังบ้าน ฟืน
เช่นนั้นย่อมหนักนัก เสร็จแล้วนางจึงนำหนังเสือที่แช่น้ำอยู่ไปตาก

ข้าพเจ้าเงียบ มิได้เอ่ยปากถามสิ่งใด

ตกกลางคืน ข้าพเจ้าฝัน เห็นพระพรหมเป็นเจ้าที่ข้าพเจ้าบูชา เสด็จมาสร้างจักรวาล ทรงเบิกเนตรทิพย์ให้แก่ข้าพเจ้า กระนั้น ข้าพเจ้าก็มีเห็นสิ่งใดชัดเจนนัก ขณะหนึ่ง พระสรัสวตีทรงนกยูงเสด็จมาทางนี้ ข้าพเจ้าทำนมัสการ พระแม่เจ้าทรงปรารภภาษาเทพกับพระสวามี ข้าพเจ้าหมอบกราบนิ่งอยู่เช่นนั้น เมื่อเงยหน้าขึ้น จึงเห็นทั้งสองพระองค์ร่วมกันรังสรรค์โลกให้บังเกิด

ข้าพเจ้าสะดุ้งตื่นกลางดึก เหงื่อกาฬโซมกาย หันเห็นนางนอนอยู่ข้าง ๆ เห็นรอยริ้วบนใบหน้า เห็นรอยแผลบนแขนและลำแข็ง ข้าพเจ้าสัมผัสมือหยาบกระด้างของนาง นึกถึงเรื่องราวทั้งวันที่ข้าพเจ้าพบเห็น

ข้าพเจ้าล้มตัวลงนอน ประคองนางไว้กับอก

รุ่งเช้า ข้าพเจ้าไม่ไปบำเพ็ญเพียรอีก

 

--- เทพธิดากวี ---

 

 

หลายครั้งในชีวิตของมนุษย์ มักจะเกิดคำถาม สงสัยต่อสิ่งที่เห็นอยู่เบื้องหน้า

โดยเฉพาะอย่างยิ่งบางครั้ง แม้คำตอบจะชัดเจนหรือทราบในใจอยู่แล้ว แต่ความกลัว ความยึดมั่นถือมั่น ก็มักจะทำให้คำตอบนั้นพร่าเลือนไป

ผู้ฝึกตนอย่างแท้จริงจึงควรเข้าใจถึงมายาแห่งโลก มายาแห่งกายมนุษย์ และมายาแห่งอัตตาและอารมณ์ของมนุษย์

เมื่อนั้น ข้าก็ขอให้ท่านทั้งหลายเข้าถึงโมกษะอันอยู่ในกายท่าน เทอญ

อาศิรวาท-มหาราชกวี

posted on 17 Nov 2009 22:55 by poetryculture

๏ ราตรีดึกท่วมฟ้า            ธารดาว
สร้อยมุกมณีขาว              ถักไว้
คือพระเกียรติเกริกสกาว    โชนค่ำ
กระจ่างดังแสงไต้             จุดแจ้งแรมรอง

๏ แรมจากพระโศกซ้ำ       เทียรแรม
เพ็ญแจ่มเจียรปักษ์สอง     ไป่ได้
ถ้วนปัญจทศวารแย้ม         ดวงกุดั่น สวรรค์นา
พระจากเพียงฝากไว้          มุกร้อยมณีกวี

๏ ปัญญาพระดุจดั้น           ยอดมัณ-ฑละนา
กวนกษิรธารพลี                หลั่งสร้าง
หลากโลกฝากสายฝัน        ทิพย์แด่ พิภพเฮย
ประดับหล้าไร้ร้าง              รุ่งรุ้งวรรณคดี

๏ ธารดาวเชื่อมหล้าแม้       ลิบลับ โพ้นนอ
สุดขอบพิภพคลี่                ร่วมฟ้า
ร้อยชนย่อมร้อยศัพท์         มิแผก ใดเลย
ล้วนร่วมหนึ่งผืนหล้า           แจ้งด้วยแสงดาว

๏ ชาวเรือต่ำต้อยแยก        ยกทรวง
ประดับมุกมณีพราว            รักล้น
พลีลอยสู่ธารสรวง             จิตนิ่ง รำลึกนอ
พระกรุณาธิคุณล้น             ร่มเกล้าชาวไทย นิรันดร์

- - - เทพธิดากวี - - -

กราบบังคมทูลทราบ ฝ่าละอองธุลีพระบาท

ข้าพระพุทธเจ้า แม้จักเป็นเพียงชาวเรือผู้หนึ่ง มณีในมือที่ประคองทูลถวาย เป็นเพียงมุกชั้นต่ำจากทะเล หากด้วยจิตอันปรารถนารำลึกถึงพระปรีชาญาณแห่งพระองค์ ข้าพระพุทธเจ้าขอทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย มุกมณีแห่งหัวใจ คือ กวีอันข้าพระพุทธเจ้าได้รจนาไว้ ณ ที่นี้ เพื่อเป็นเครื่องสำเริงพระราชหฤทัย เนื่องในวัน ในวันที่ ๒๖ พฤศจิกายนนี้ อันเป็นวันคล้ายวันสวรรคตแห่งพระมหาปราชญ์ราชกวี ผู้ประดับฟากฟ้าไทยด้วย มุกมณีน้ำงามแห่งวรรณคดีอันสูงล้ำ

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ

ข้าพระพุทธเจ้า เทพธิดากวี